โฆษณาน่่าสนใจ-ช่วยคลิ๊กให้ด้วยครับ เพราะเจ้าของบล็อกจะได้รับค่าโฆษณาตอบแทนครับ

วันพฤหัสบดีที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2554

การออกขายประกัน ครั้งแรกของผม



ลงสนามแข่ง!!!
การออกขายประกัน ครั้งแรกของผม

ผมเชื่อว่านักขายทุกคน ถ้าคิดย้อนกลับไปในวันที่ออกขายประกันครั้งแรก ก็คงจะมีความรู้สึกคล้ายๆกับผม นั่นคือ ทั้งขำทั้งสมเพชตัวเองจริงๆครับ เพราะหลังจากที่ผมไปฟัง “วิชาการ” (คนประกันชีวิตเขามักเรียกการประชุมหรือการบรรยายพิเศษที่พวกเขาจัดขึ้นว่า “งานวิชาการ” ครับ) เรื่องอาชีพตัวแทนประกันชีวิต ที่พวกเขาตั้งชื่อการประชุมเสียจนน่าสนใจว่า “อาชีพมหัศจรรย์” ซึ่งตอนนั้นผมนึกอยู่ในใจว่า

“มันมหัศจรรย์ตรงไหน (วะ) ก็แค่เป็นคนขายประกันนั่นแหละ”

แต่ด้วยความอยากได้รายได้เพิ่ม อยากมีเงินไปแต่งงาน ก็ทำให้ผมตั้งใจฟัง และศึกษาข้อมูลแบบประกันจากหัวหน้าเพิ่มเติมเพื่อเตรียมออกขาย แต่จนแล้วจนรอด ผมก็ไม่ได้ออกไปขายเสียที พอหัวหน้าโทรมาสอบถามเรื่องการขายว่า เป็นอย่างไรบ้าง?
ครั้งแรกๆ ก็โกหกยกเมฆไปเรื่อยเปื่อยนั่นแหละครับ (อย่าบอกนะครับว่าเคยทำเหมือนผม) พอหลายๆครั้งเข้าก็เริ่มกระดากใจตัวเอง เลยตัดสินใจจะออกขายประกันเป็นครั้งแรก
ตอนช่วงพักกลางวัน ผมบอกกับเพื่อนๆครูว่าจะออกไปตลาดสักหน่อย จากนั้นก็ตรงไปยังรถ “ฮอนด้า” คันงามของผม (เป็นรถ “ฮอนด้าในฝัน” ของครูหนุ่มๆอย่างผมในสมัยนั้นเลยครับ เพราะมันคือ รถมอเตอร์ไซด์ฮอนด้าดรีม ติดป้าย “คุรุสภา” ที่กระบังลมหน้านั่นเองครับ)

ผมหยิบ “แฟ้มการขาย” วางไว้ที่ตระแกรงหน้ารถ ขึ้นนั่งคร่อมแล้วถีบคันสตาร์ทให้เครื่องยนต์สี่จังหวะเริ่มทำงาน
“บรึ่มๆๆๆๆ”
สมัยนั้น รถมอเตอร์ไซด์ฮอนด้า จะเป็นเครื่องยนต์สี่จังหวะ ส่วนยี่ห้ออื่นๆจะเป็นเครื่องยนต์สองจังหวะครับ ผมขับเจ้ามอเตอร์ไซด์คู่ชีพ ออกจากโรงเรียนมุ่งสู่ตลาดนิคม อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี เป้าหมายคือ ร้านขายข้าวสารแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นร้านของผู้ปกครองเด็กที่ผมสอนอยู่เพื่อนำเสนอประกันชีวิต ให้เป็นทุนการศึกษานั่นเอง ทั้งนี้ก็เพราะผมวิเคราะห์ดูแล้วว่า
1.            คนๆนี้มีเงินเพียงพอที่จะซื้อประกันได้แน่นอน
2.          ผมกับเขามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน (ผมเป็นครูของลูกชายเขา)
3.          สุขภาพทั้งของเขาและของลูกชายดีทั้งคู่
4.          เขารักลูกชายคนเดียวของเขามาก
5.          และที่สำคัญคือ สามารถพบเขาได้ไม่ยาก

สิ่งที่น่าแปลกก็คือ ตอนผมจับรถมอเตอร์ไซค์ขับออกมาแรกๆนั้น มันเป็นไปด้วยความกระตือรือร้น และตั้งใจมั่นว่าจะไปขายประกัน แต่พอใกล้ร้านซึ่งเป็นเป้าหมายเข้าไปมากเท่าไหร่ หัวใจของผมก็ยิ่งเต้นแรงขึ้นๆจนแทบทะลุออกมานอกอกเลยทีเดียว
ความสับสนลังเลใจ ผุดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ความกลัว ความประหม่ามันพุ่งพล่านไปทั่วร่าง ยิ่งใกล้เข้าไปเท่าไหร่ หัวใจก็ภาวนาว่า
“ขออย่าให้ลูกค้าอยู่ที่ร้านเลย” ซะงั้น!
เมื่อเข้าไปใกล้ถึงหน้าร้าน ผมมองไปที่ร้านขายข้าวสารที่เป็นเป้าหมาย ผมก็เห็น “เฮียเม้ง” ยืนอยู่ที่หน้าร้าน แกใส่เสื้อยืดคอกลมสีขาว กางเกงขาสั้นสีน้ำเงิน
ผมตื่นเต้นตกใจมาก จึงขับมอเตอร์ไซด์ผ่านหน้าร้านของแกไปเลย แล้วนึกเข้าข้างตนเองว่า
“กองทัพต้องเดินด้วยท้อง เวลานี้เป็นเวลาอาหารกลางวัน เราน่าจะทานอาหารให้เรียบร้อยเสียก่อน จึงค่อยมาเสนอขายประกัน เพราะถ้ากำลังขายประกันอยู่แล้วเกิดท้องร้องขึ้นมา จะดูไม่ดี” ไงครับข้อแก้ตัวของผม????

จากนั้นก็เป็นเวลาอาหารกลางวัน ประมาณ 30 นาทีต่อมาผมก็ขับรถมอเตอร์ไซด์ ย้อนกลับมาทางเดิมอีกครั้งคราวนี้ก็ภาวนาอีกว่า
“ขออย่าให้ลูกค้าอยู่ที่ร้านเลย” อีกครั้ง แต่คำอธิฐานของผมไม่สัมฤทธิ์ผลครับ แกยังคงยืนอยู่บริเวณเดิม แต่คราวนี้ แกเป็นฝ่ายตะโกนเรียกผมว่า…
“ไปไหนหรือครู?”

ผมก็เลยจำใจแวะรถเข้าไปหาแก พอจอดรถมอเตอร์ไซด์ ก็เดินเข้าไปแล้วทักทายตามประสาคนรู้จักกัน

“สวัสดีเฮีย ผมตั้งใจจะเข้ามาหาเฮียอยู่พอดี”
“มีเรื่องอะไรรึครู…หรือว่าไอ้มนตรี (ลูกชายแก) มันไปแกล้งเพื่อนอีกหรือครู” แกกล่าวด้วยความกังวล เพราะกิตติสรรพของลูกชายแกนั้นไม่เบาทีเดียว
“เปล่าหรอกครับ เพียงแต่ผมมีเรื่องดีๆที่อยากจะมาคุยให้เฮียฟัง น่ะครับ” ผมเริ่มเปิดฉากการขาย
“เรื่องอะไรล่ะครู… อ๋อ…. เรื่องประกัน ใช่ไหมครู?” คำถามของแกทำเอาผมสะดุ้งเลยครับ เป็นงงว่าแกรู้ได้อย่างไร (สรุปคือ แกเห็นแฟ้มการขายที่วางอยู่หน้ารถนั่นแหละครับ) เลยตอบแบบอ่อมๆแอ่มๆไปว่า

"ก็ทำนองนั้นแหละครับเฮีย พอดีตอนนี้ผมเป็นตัวแทนด้วยครับ และอยากจะเอา โครงการกองทุนการศึกษามาให้เฮียทำให้กับน้องมนตรีน่ะครับ” ผมตัดสินใจเปิดการขาย แต่กลับต้องอึ้งเข้าไปใหญ่เมื่อแกตอบว่า
“โอ้ย!!! ถ้าเป็นประกัน ไม่ไหวแล้วล่ะครู ผมทำเอาไว้เยอะแล้ว ทั้งของผม ของเมีย และของไอ้มนตรีมัน ผมก็ทำเอาไว้หมดแล้ว นี่ปีๆหนึ่งผมต้องหาเงินส่งประกันปีละตั้ง ห้าหกหมื่น แน่ะ
ยิ่งช่วงนี้ค้าขายก็ไม่ค่อยจะดีนัก ของเก่ายังจะส่งแทบไม่ไหวแล้วครู คงทำอีกไม่ไหวหรอก จริงๆแล้วผมอยากจะช่วยครูนะ แต่ไม่ไหวจริงๆขอล่ะ เอาไว้ผมคล่องๆตัวกว่านี้ ผมจะซื้อเพิ่มกับครูก็แล้วกัน อย่าเพิ่งโกรธกันนะครู ผมทำอีกไม่ไหวจริงๆ”
แกตอบผมพร้อมยกเหตุผลยาวเหยียด จนผมไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไป จึงตอบไปอย่าง “น่ารักน่าตบ” ว่า
“ไม่เป็นไรครับ เฮียทำไว้ก็ดีแล้ว ถ้าอย่างนั้น ผมขอตัวกลับไปโรงเรียนนะครับ สวัสดีครับเฮีย”

จากนั้น ผมก็ขับรถมอเตอร์ไซด์กลับไปยังโรงเรียนด้วยหัวใจที่บอบช้ำและเศร้าสร้อย และคิดไปว่า…
“หรือว่างานประกันชีวิต จะไม่เหมาะกับเราจริงๆ?”
……………………………………………..

เมื่อผม...ขายประกัน



เมื่อผม…ขายประกัน

      เรื่องที่ผมเขียนขึ้นมานี้ เป็นเค้าโครงจากเรื่องจริงในการขายประกันของผม ซึ่งผมเชื่อมั่นว่ามันจะเป็นประโยชน์กับ “นักขายหน้าใหม่” ที่เข้ามาสู่เส้นทางของการขายประกันชีวิต ซึ่งพวกเขาจะได้เห็นว่า “นักขายมืออาชีพ” รุ่นพี่ๆที่ประสบความสำเร็จนั้น การเริ่มต้นก็ไม่ได้แตกต่างกันสักเท่าใดเลย
      ชื่อของตัวแสดงในเรื่องนี้ เป็นชื่อที่ผมสมมุติขึ้น แทนบุคคลซึ่งมีตัวตนจริงๆ เพื่อมิให้ก้าวล้ำสิทธิส่วนบุคคลของพวกเขาเหล่านั้น
      หากหนังสือเรื่องนี้ มีคุณประโยชน์ต่อผู้ใดผู้หนึ่งแล้วล่ะก็ ผมขอยกคุณงามความดีทั้งหมดนี้ ให้กับ “ลูกค้าและผู้มุ่งหวัง” ทุกคนที่ผมได้พบ ซึ่งทุกท่านล้วนแล้วแต่เป็นผู้ที่สนับสนุนให้ผม ประสบความสำเร็จและมีความสุขเช่นทุกวันนี้

พละชัย ฟูเกียรติพงษ์
๕ พฤษภาคม ๒๕๕๔

วันพุธที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ประกันชีวิต ณ โคราช – เมื่อผมตัดสินใจไปทำธุรกิจประกันชีวิตที่โคราช

ประกันชีวิต ณ โคราช – เมื่อผมตัดสินใจไปทำธุรกิจประกันชีวิตที่โคราช

สิบนิ้วพนมก้มกราบแทบเท้าย่า
ลูกขอมาพึ่งพาแลอาศัย
ประกอบการงานอยู่ตลอดไป
ขออาศัยใต้ใบบุญย่าหนุนนำ
…………………………………………………………..
.
ผมเป็นคนสระบุรี เติบโต ทำงานอยู่ในเขตภาคกลางมาโดยตลอด เป็นครู ก็อยู่ที่สระบุรี ทำธุรกิจประกันชีวิต ก็ทำอยู่ในเขต สระบุรี ลพบุรี สิงห์บุรี อยุธยา ปทุมธานี กรุงเทพ หรือบริเวณภาคกลางนั่นเอง ผมมีทีมงานอยู่นับพันๆคนที่ทำงานอยู่ในจังหวัดเหล่านั้น มีสำนักงานในเครืออยู่หลายสิบแห่ง แต่เมื่อผมได้มาสัมผัสกับ “เมืองย่าโม” แล้ว ก็ทำให้ผมหลงไหล และตัดสินใจว่า ผมจะย้ายบ้านย้ายที่ทำงานของผมมาอยู่ที่โคราช และตั้งใจว่า จะอยู่ที่นี่ไปตลอดชีวิต

ผมตัดสินใจทำเรื่องย้ายมาอยู่ที่โคราช และเปิดสำนักงานของผมที่ สามแยกหัวทะเล โดยนำขุนศึกคู่กายมาด้วย 2 คน คนแรกก็คือ “คุณปุ้ม” ภรรยาของผมเอง และอีกคนหนึ่งก็คือ “เบิร์ด” เด็กหนุ่มที่มีอนาคตไกลในธุรกิจประกันชีวิต จากจังหวัดสิงห์บุรี และนี่คือจุดเริ่มต้นความยิ่งใหญ่ของ PRIMA KINGDOM ที่เราจะร่วมสร้างมันขึ้นมา
.........................................

วันอังคารที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

พิมพ์เขียวแห่งความสำเร็จ - การวางแผน และการกำหนดเป้าหมาย

 

พิมพ์เขียวแห่งความสำเร็จ

(การวางแผน และการกำหนดเป้าหมาย)

 

ดังคำกล่าวที่ว่า “การเดินทางหมื่นลี้ เริ่มต้นจากก้าวแรก” นั้นเป็นคำกล่าวที่ได้รับการยอมรับกันอย่างกว้างขวาง แต่ยังมีสิ่งสำคัญอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องคำนึงถึงก่อนการก้าวเดิน นั่นก็คือ “ต้องก้าวไปในทิศทางที่ถูกต้องด้วยเสมอ” นั่นหมายถึง ก่อนการทำงาน จะต้องมีการ “วางแผน” และการวางแผนที่ดีนั้นย่อมจะต้องเริ่มต้นด้วยการกำหนด “เป้าหมาย” ที่ดีก่อนเสมอ เพราะถ้าเรายังไม่รู้ว่าจะเดินทางไปที่ไหนก็คงไม่สามารถวางแผนการเดินทางได้ ดังนั้นตัวแทนประกันชีวิตจึงต้องวางแผน และกำหนดเป้าหมายในการทำงานเสียตั้งแต่เริ่มต้น โดยสามารถกำหนดเป้าหมาย ดังนี้

 

การวางแผน (PLANNING)
ความล้มเหลวของคนส่วนใหญ่นั้นมีสาเหตุสำคัญก็คือ คนเหล่านั้นขาดการวางแผน เพราะการวางแผนคือการแปรเปลี่ยน “เป้าหมาย” ที่ปรารถนาให้มาเป็น “วิธีการ” ที่ชัดเจนสามารถปฏิบัติได้ นอกจากนั้นแผนการที่ดีจะช่วยให้ตัวแทนมีแนวทางการปฏิบัติงานที่ชัดเจน มีการคาดการณ์ล่วงหน้าเพื่อแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต หรือทำให้ปัญหานั้นๆทุเลาเบาบางลง และยังเป็นการช่วยตัวแทนลดการเอาอารมณ์มาทำงานหรือเอาอารมณ์มาเป็นเครื่องตัดสินใจ